ใหม่! เข้าสู่ระบบเพื่อจัดการบัญชีของคุณ ดูบันทึก ดาวน์โหลดรายงาน (PDF/CSV) และดูข้อมูลสำรองของคุณ เข้าสู่ระบบที่นี่!
แชร์บทความนี้:

อาการปวดสะโพก: สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน

ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญกับอาการปวดหรือความไม่สบายตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดประจำเดือนที่พบได้บ่อย หรือปัญหาสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้น อาการปวดสะโพก เป็นคำที่นิยมใช้เรียกการปวด อ่อนแรง หรือชาตามแนวเส้นประสาทขาฝั่งหนึ่ง ที่ทอดยาวจากหลังส่วนล่าง ผ่านขาไปจนถึงเท้า แม้ผู้ที่ป่วยมักอายุกลางคนขึ้นไปและพบบ่อยในผู้ชาย แต่หญิงตั้งครรภ์ก็สามารถมีอาการปวดสะโพกได้เช่นกัน

อาการปวดสะโพก: สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน – คู่มือภาพให้ข้อมูลและทางออกในการจัดการปัญหาเส้นประสาทสะโพก

อาการปวดเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน หากหาสาเหตุไม่เจอง่าย ๆ การวินิจฉัยและการรักษาก็จะยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดที่ลุกลามจากหลังส่วนล่างลงขามักเกิดข้างเดียว มีสาเหตุมาจากเงื่อนไขสุขภาพหลากหลายที่สร้างแรงกดหรือระคายเส้นประสาทสะโพก อ่านต่อเพื่อทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการนี้ สาเหตุที่เป็นไปได้ และวิธีบรรเทา

อาการปวดสะโพกคืออะไร?

อาการปวดสะโพก หรือ ปลายประสาทไขสันหลังส่วนล่างอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อย มีอย่างน้อย 40% ของประชากรต้องเคยมีอาการนี้สักครั้งในชีวิต โดยส่วนใหญ่มักเกิดช่วงอายุ 30–50 ปี คำว่า “ปวดสะโพก” หมายถึงที่ตั้งตำแหน่งและลักษณะความเจ็บปวดมากกว่าเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ เนื่องจากมีสาเหตุได้หลายอย่าง

ทุกสิ่งในร่างกายเกี่ยวเนื่องกัน สุขภาพของหลังส่วนล่างโยงถึงขาและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ชาวกรีกโบราณเคยสังเกตพบความเชื่อนี้ โดยสันนิษฐานว่าฮิปโปเครติสเป็นผู้ใช้คำว่า scia หมายถึงอาการปวดหลังและขา มาจากภาษากรีกคำว่า ‘ischios’ แปลว่าสะโพก ปัจจุบันเราเข้าใจการทำงานของเส้นประสาทหลักในร่างกายบริเวณนี้มากขึ้นแล้ว

เส้นประสาทสะโพกฝั่งซ้ายและขวากำเนิดจากจุดต่าง ๆ 5 จุดในหลังส่วนล่าง สองจุดจากกระดูกสันหลังส่วนเอว และอีกสามจุดจากกระเบนเหน็บ รวมตัวเป็นเส้นเดียวที่ทอดยาวไปด้านหลังขาแต่ละข้างจนถึงเท้า แตกแขนงเข้าสู่กล้ามเนื้อต่าง ๆ ระหว่างทาง ขนาดใหญ่สุดของเส้นประสาทนี้เท่านิ้วหัวแม่มือเลยทีเดียว

เส้นประสาทสะโพกทำหน้าที่นำสัญญาณทั้งเคลื่อนไหวและความรู้สึก ช่วยให้คุณรับรู้สัมผัสในหลังส่วนล่างกับขา และยังช่วยให้เดิน ยืน วิ่งได้ เมื่อมันบาดเจ็บหรือถูกกดทับจึงเกิดทั้งอาการเจ็บและปัญหาเคลื่อนไหวได้

อาการปวดสะโพกมักพบในผู้ที่ทำงานใช้แรง เช่น ยกของหนักหรือบิดตัวบ่อย และในคนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับที่ นั่งติดโต๊ะนาน ๆ ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากสูบบุหรี่หรือเป็นเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์และนักวิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน

สำรวจ 'สาเหตุของอาการปวดเส้นประสาทสะโพก' – คู่มือภาพอธิบายปัจจัยก่อให้เกิดความเจ็บปวดและวิธีแก้ไข

สาเหตุของอาการปวดเส้นประสาทสะโพก

แรงกดสูงเกินไป การอักเสบ หรือการระคายเส้นประสาทใด ๆ ตลอดเส้นทางเส้นประสาทนี้ สามารถส่งผลให้อาการปวด ชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มแทงไปยังส่วนที่ควบคุมได้ จำนวนและขนาดของเส้นประสาทสะโพกทำให้การถูกกดทับตรงไหนก็เกิดอาการลุกลามขึ้นลงเส้นประสาทได้ บาดเจ็บหรือกระดูกสันหลังเคลื่อนเป็นสาเหตุที่พบบ่อยสุดในอาการปวดหลังและขา การกระแทกหรือรูปร่างกระดูกผิดรูปพบมากขึ้นเมื่ออายุเยอะขึ้น เพราะกระดูกเปราะและลักษณะการใช้ร่างกายฝังรากมากขึ้น

สาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ หมอนรองกระดูกเคลื่อน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อมีหมอนรองยืดหยุ่นทำหน้าที่ยึดกระดูก ดูดซับแรงกระแทก และเพิ่มความคล่องตัว หมอนรองนี้สร้างจากใยคอลลาเจนรอบนอกหุ้มแกนกลางเหมือนเจลไว้ข้างใน

หากหมอนรองกระดูกเคลื่อน (มักในหลังส่วนล่าง) แกนกลางจะดันทะลุออกมา กดทับรากประสาทสะโพกข้อใดข้อหนึ่ง เกิดอาการปวดรุนแรงร้าวลงขา ยิ่งยืนนานหรือนั่งนานก็ยิ่งปวดมากขึ้น อุบัติเหตุหรือใช้กำลังผิดท่า (เช่นยกของหนักผิดวิธี) ก็เป็นเหตุให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ทันที

ภาวะอื่น ๆ ที่พบร่วม เช่น:

หมอนรองกระดูกเสื่อม จะเกิดเมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพตามวัย ยิ่งอายุมาก หมอนรองยิ่งแห้งตัวและเสื่อม จึงรองรับแรงกระแทกหรือเคลื่อนไหวได้น้อยลง เกิดแรงกดต่อเส้นประสาท รวมถึงเส้นประสาทสะโพก จนทำให้ปวดมากขึ้น

โพรงประสาทสันหลังตีบแคบ เกิดเมื่อช่องว่างในกระดูกสันหลังแคบลง กดทับเส้นประสาทที่ผ่านบริเวณนั้น สาเหตุได้แก่ ข้อเสื่อม กระดูกงอก หมอนรองเสื่อม เส้นเอ็นแข็ง พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและทำให้ปวดสะโพกและเกิดอาการอื่น ๆ ด้วย

กลุ่มอาการกล้ามเนื้อ piriformis หมายถึงกล้ามเนื้อขนาดเล็กแบนรูปร่างคล้ายลูกแพร์อยู่ที่สะโพก/ต้นขาด้านหลัง เกิดตึงหรืออักเสบ กดทับเส้นประสาทสะโพกที่อยู่ข้างเคียง กิจกรรมอย่างวิ่ง ยกของหนัก ขึ้นบันได หรือนั่งรถนาน ๆ อาจกระตุ้นหรือทำให้อาการแย่ลง

กระดูกสันหลังเคลื่อน คือเมื่อกระดูกสันหลังข้อใดข้อหนึ่งหลุดจากตำแหน่ง มักเกิดที่เอว กระดูกที่หลุดนั้นไปทำให้โพรงประสาทแคบ กดทับเส้นประสาท เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง

โรคอ้วน ก็ทำให้ปวดสะโพกง่ายขึ้น เพราะน้ำหนักส่วนเกินไปกดหลังและเส้นประสาทสะโพกโดยตรง

นี่คืออาการปวดสะโพกจริงหรือไม่?

อาการปวดสะโพกในแต่ละคนอาจต่างกัน แต่ผู้หญิงจำนวนมากมักบรรยายว่าเป็นอาการปวดแปลบแหลม เริ่มจากหลังส่วนล่างหรือสะโพก ลามลงขา บางทีปวดเป็นจังหวะหรือปวดตลอด และช่วงความรุนแรงก็อาจตั้งแต่ปวดน้อย ๆ จนถึงปวดมากจนลุกนั่ง ยืน หรือเดินแทบไม่ได้

บางคนอาจรู้สึกชา แสบ ร้อน ซ่า หรือขาอ่อนแรง ร่วมมือหน้าไม่สะดวก อาจงอหลังหรือบิดลำตัวยาก มีปฏิกิริยาตอบสนองช้าหรือลดลง ขาและเท้าเคลื่อนไหวน้อยลง


โดยปกติอาการปวดสะโพกจะเกิดกับร่างกายด้านเดียวเท่านั้น

หลายคนรายงานว่าอาการปวดแย่ลงเวลานั่งหรือยืนนาน ไอ จาม ก้มเก็บของ เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ประคบร้อน/เย็น หรือกินยาแก้ปวดลดอาการได้ชั่วคราว

จะบรรเทาอาการปวดสะโพกได้อย่างไร

อาการปวดสะโพกเฉียบพลันส่วนใหญ่มักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ แต่บางกรณีอาจกลายเป็นเรื้อรัง มีวิธีบรรเทาอาการหลายอย่าง แต่ควรทราบสาเหตุที่แท้จริงก่อนเพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด ขอคำปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ได้คำตอบเร็วขึ้น อาการรุนแรงต้องรีบพบแพทย์และไม่ควรถ่วงเวลา

วิธีที่ได้ผลดีคือ กายภาพบำบัด นักกายภาพจะประเมินจุดแข็ง-อ่อนของร่างกาย แล้ววางโปรแกรมบริหารและยืดเหยียดเฉพาะบุคคล ทำต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเดือน จะช่วยกล้ามเนื้อและเส้นประสาทแข็งแรง ยืดหยุ่นมากขึ้น ลดปวดและดูแลการเคลื่อนไหว


ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งปรึกษานักกายภาพบำบัดโดยตรง เพื่อป้องกันการซ้ำรอย

โยคะ และ พิลาทิส เป็นการออกกำลังแนวเบา ๆ ที่เน้นแกนกลางลำตัว และมีท่าที่ช่วยผ่อนคลายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อสะโพกโดยตรง

การประคบร้อนหรือเย็น เช่นเจลร้อนประคบ หรือแช่สปาน้ำอุ่น จะช่วยลดการอักเสบและชาผิวได้

อีกวิธีลดแรงกดเส้นประสาท คือ พักผ่อน แต่ควรผสมผสานกับการเคลื่อนไหวเบา ๆ ด้วยเพื่อป้องกันข้อฝืดหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะเวลาปวดมาก

บริการ นวด หรือ มายโอแฟสเชียล รีลีส จากนักบำบัดเฉพาะทางก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้เป็นระยะ

อาการปวดตั้งแต่น้อยถึงปานกลางสามารถควบคุมได้ด้วย ยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟน, พาราเซตามอล, หรือ นาโพรเซน หากปวดมากแพทย์อาจสั่ง ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือ โอปิออยด์ ควรใช้ยาเหล่านี้อย่างระมัดระวังและตามแพทย์แนะนำเท่านั้น ยาเหล่านี้เป็นการจัดการอาการ ไม่ใช่สาเหตุ จึงควรใช้ระยะสั้นเฉพาะช่วงอาการกำเริบ ขณะที่เน้นฟื้นฟูร่างกายควบคู่กันไป

รองเท้ากับการรักษาอาการปวดสะโพก

รองเท้าที่เราใส่ส่งผลต่อบุคลิกภาพและสุขภาพโดยรวมอย่างมาก โดยเฉพาะหากคุณปวดสะโพก การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมช่วยส่งเสริมท่าทางและตำแหน่งที่ถูกต้อง ลดแรงกดบนเส้นประสาทได้

รองเท้าแบบไหนช่วยบรรเทาอาการ? รองเท้าที่พอดี มีซัพพอร์ตอุ้งเท้า และมี ส้นเตี้ยหรือไม่มีส้นเลย

ถึงรองเท้าจะไม่ได้ปรับท่าทางหรือความยืดหยุ่นของคุณโดยตรง แต่การเลือกรองเท้าที่ถูกต้องช่วยลดอาการปวดด้วยการพยุงท่าทาง การลงน้ำหนัก บรรเทาแรงกระแทกในแต่ละก้าว ลดแรงกดหลังส่วนล่างได้

แต่ละวัน เราฝึกและกำหนดรูปร่างร่างกายของเราด้วยการยืน เดิน นั่ง ผู้หญิงที่มีอาการปวดสะโพกควรเลี่ยงรองเท้าส้นสูง เพราะส้นสูงทำให้เชิงกรานกระดกไปข้างหน้า เพิ่มแรงกดที่หลังส่วนล่าง ส้นเตี้ยหรือไม่มีส้นจึงดีที่สุด รองเท้าส้นเตี้ยบาง ๆ แบบแตะใส่ในบ้านอาจกันกระแทกไม่ได้ดี หากเดินบนพื้นแข็งอย่างคอนกรีตอาจกระทบข้อต่อ ขา หรือกระดูกสันหลัง การเดินเท้าเปล่าก็เช่นกัน ควรพิจารณาข้อดีข้อเสียก่อนตัดสินใจ


รองเท้าที่ดีเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการรักษาอาการปวดสะโพก ยังต้องทำอย่างอื่นประกอบควบคู่กัน

แนะนำทางเลือกขั้นสูงสำหรับอาการปวดสะโพก – คู่มือภาพสำหรับการรักษาที่เข้มข้นขึ้นในผู้ป่วยปวดเส้นประสาทสะโพกขั้นรุนแรง

ทางเลือกการรักษาอาการปวดสะโพกที่จริงจังมากขึ้น

สำหรับอาการปวดขั้นรุนแรง แพทย์อาจแนะนำ การฉีดยา สเตียรอยด์ หรือยาชาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบและปวด

ในกรณีจำเป็น การผ่าตัด ก็อาจเป็นตัวเลือก เพื่อลดแรงกดเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

สาเหตุที่ทำให้ปวดสะโพกขณะตั้งครรภ์?

หญิงตั้งครรภ์มีร่างกายเปลี่ยนแปลงมากจนเส้นประสาทสะโพกอาจโดนแรงกดมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดได้ตลอดช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไตรมาส 2 และ 3

สาเหตุของอาการนี้ระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่:

น้ำหนักเพิ่มและท่าทางเปลี่ยน เมื่อเด็กในครรภ์โตขึ้น ศูนย์ถ่วงแม่จะเคลื่อนมาด้านหน้า ทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างโค้งขึ้น ขณะเดียวกันมดลูกก็ขยายกินพื้นที่มากขึ้น ส่งผลถึงอวัยวะภายในและแรงกดบนเส้นประสาทสะโพกในแต่ละท่าทาง

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน รีแลกซิน เพื่อให้เส้นเอ็นและข้อต่อในเชิงกรานยืดหยุ่น เตรียมคลอด ซึ่งส่งผลให้กระดูกเชิงกรานขยับเปลี่ยน ผู้หญิงบางคนจึงมีแรงกดหรือการบีบเส้นประสาทสะโพกเกิดตามมา ทำให้ปวดหลังและขา

ออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการปวดสะโพก

การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นช่วยบรรเทาอาการปวดสะโพกได้ดี เวลาทำท่าเหล่านี้ควรประคองหลังและคอให้ดี และหยุดทันทีถ้ามีอาการเจ็บเพิ่ม

ตัวอย่างการออกกำลัง เช่น เดิน ยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา โยคะท่าแมว-วัว และท่า bridge

การเดิน ช่วยการไหลเวียนโลหิต ลดการอักเสบ เสริมกล้ามเนื้อขาและหลัง หากคุณเคลื่อนไหวน้อยเริ่มจากการเดินสั้น ๆ แล้วเพิ่มระยะทางและความเร็วเมื่อปวดน้อยลง การเดินง่ายที่สุดและไม่ต้องมีอุปกรณ์ ยกเว้นรองเท้าดี ๆ สักคู่

กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังตึงจะดึงหลังส่วนล่างจนปวดซ้ำ วิธี ยืดกล้ามเนื้อต้นขา คือ นอนหงายขาชิดพื้นแล้วค่อย ๆ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นตั้งตรง รู้สึกตึงตรงหลังต้นขา ให้ค้างและหายใจเข้าออกช้า ๆ 30 วินาที จากนั้นสลับข้าง หลีกเลี่ยงดึงขาด้วยหลังหรือแขน ให้ใช้สายรัดหรือผ้าขาวม้าเกี่ยวฝ่าเท้าเมื่อยกขาขึ้นสูงพอถือไว้ได้แล้ว ก็ให้ผ่อนคลายขาและหลัง

โยคะท่าแมว-วัว เป็นท่าโยคะที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นกระดูกสันหลัง เพียงวางมือไหล่กว้างและเข่าห่างสะโพก หายใจออกโค้งหลังขึ้น-หายใจเข้าโยกลง ค่อย ๆ ปรับท่าไป 5–10 ครั้ง

ท่า bridge เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อสะโพกและหลัง นอนหงาย งอเข่า วางเท้าติดพื้น ยกสะโพกขึ้น บีบก้นไว้ ค้างสองสามวินาทีแล้ววางลง เน้นท่าทางถูกต้องและหายใจ มากกว่าความสูงของการยก

ทุกท่าเน้นความระมัดระวัง ถ้าอาการปวดสะโพกเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย บางท่าอาจไม่เหมาะหรือทำให้อาการแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์หรือกายภาพบำบัดทุกครั้งเพื่อทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเอง

จะเอาชนะอาการปวดสะโพกได้อย่างไร

อาการปวดสะโพกที่ไม่ได้รับการดูแลอาจเรื้อรังและรักษายาก เพื่อป้องกันหรือไม่ให้อาการแย่ลง:

  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนาน ๆ ท่าเดียว
  • ฝึกท่าทางให้ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
  • เลี่ยงยกของหนัก
  • ใส่รองเท้ารองรับอุ้งเท้าส้นเตี้ย

ติดตามสุขภาพตัวเองและขอคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

ดาวน์โหลด WomanLog ได้เลยตอนนี้:

ดาวน์โหลดจาก App Store

ดาวน์โหลดบน Google Play

แชร์บทความนี้:
https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/12792-sciatica
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1836955320300229
https://www.bmj.com/content/367/bmj.l6273.full
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sciatica/symptoms-causes/syc-20377435
https://www.nhs.uk/conditions/sciatica/
https://www.medicalnewstoday.com/articles/7619
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK507908/
https://www.acpjournals.org/doi/abs/10.7326/m20-4187
Advertisement


Du har måske oplevet halsbrand efter at have spist eller på andre tidspunkter i løbet af dagen. På trods af deres truende navne er halsbrand og sure opstød almindelige (ja, der er en lille forskel på de to), og de betragtes ikke som sygdomme i sig selv. De kan dog give ubehag og indikere et mere alvorligt problem, hvis fornemmelsen varer for længe eller opstår for ofte.
Mange af os nyder en drink en gang imellem. Alkoholforbrug har spillet en central rolle i næsten alle menneskekulturer siden mindst omkring 4000 f.Kr. Udviklingen af agrare samfund var baseret på dyrkning af korn til at bage brød og, som evidensen viser, til at fremstille alkohol. Fra den tidligste registrerede brug har alkohol været en social aktivitet underlagt lokale kulturelle normer.
Diabetes er en livstruende helbredstilstand, der påvirker millioner af mennesker verden over. Vi, der lider af diabetes, er enten ude af stand til at producere insulin eller kan ikke behandle det effektivt. Insulin er et hormon, der gør det muligt for vores celler at optage glukose fra blodet og omdanne det til energi. En diabetesdiagnose for dig selv eller en du holder af kan være skræmmende, men det er muligt at håndtere sygdommen og leve et fuldt liv.